...หนาว...

ร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่ในบ้านเกวียนหลังเล็กขยับตัวยุกยิกไต่มือหาผ้าห่ม...ไอ้พี่คีย์เปิดแอร์23อีกแล้วแหงๆ...

จิณณ์ขมวดคิ้ว ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น จนเมื่อนัยน์ตาสีเข้มมองเห็นเพดานหลังคานั่นแหละ เขาถึงได้รับรู้ว่าที่ๆนอนอยู่ตอนนี้ไม่ใช่คอนโดของคิรากร เขาขยับตัวโยนเป้ที่ใช้หนุนไปข้างๆ ก่อนจะก้มลงมองแฮมสเตอร์ที่นอนขดตัวกลมผมปิดหน้า...หลับแปะอย่างสบายใจอยู่ข้างๆ

หนาวไหมวะนั่น..จิณณ์พูดในใจแล้วเอื้อมมือไปแตะแขนที่เย็นเฉียบ

“พี่คีย์... มานอนดีๆ ตัวเย็นหมดแล้ว”

“อือ...” แขนที่เย็นๆนั้นยกขึ้นก่อนจะคว้าเอามือของร่างสูงไปกอดเอาไว้โดยไม่ยอมแม้แต่จะลืมตา

“กอดอีกแล้ว แต๊ะอั๋งป่ะเนี่ย”

คนที่ถูกกล่าวหาค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะรีบปล่อยมือออก “เปล่า...ตื่นแล้วเหรอจิน เดี๋ยวจะได้ไปกินข้าวกับคนอื่นๆ” คิรากรลุกขึ้นนั่งก่อนจะถอดแว่นออกมาเช็ดไปพลาง จัดผมตัวเองไปพลาง

“พูดแล้วหิวเลย เห็นพี่ไผ่ว่ามีดูดาวกลางคืน หลังกินข้าวมั้ง อากาศเย็นแบบนี้เอาผ้าห่มไปด้วยดีกว่า”

“อื้อ พี่เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” คนอายุมากกว่ารับคำก่อนจะฉวยเอาผ้าห่มมาพับทีละทบอย่างเรียบร้อยแล้วพาดกับแขนเอาไว้

จิณณ์รอให้ไอ้แว่นแฮมจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนทั้งคู่จะเดินออกมาพร้อมกัน

หลังจากหลับเพลินจนพลาดมื้อกลางวัน ท้องก็ส่งเสียงประท้วงทันทีที่มาถึงลานกว้างที่มีเตาบาร์บีคิวที่ขนกันมาวางไว้ กลิ่นเนื้อย่างปนซอสทำเอาจิณณ์แทบอยากจะพุ่งเข้าหาเตาทันที ถ้าไม่ติดที่ว่า...ที่เตามีบรรยากาศแปลกๆ ของเพื่อนเขาทั้งสองคนลอยอยู่จางๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พี่ไผ่จะมายืนย่าง...แต่ไอ้คนขี้ร้อน กลัวเหม็นอย่างเม็ดโฟม ทำไมถึงมายืนยิ้มทำหน้ามุ้งมิ้งช่วยย่างได้

ปกติก็นู่น นั่งสั่งแล้วรอกินอยู่ที่โต๊ะ

“หือ? โฟม...มึงย่างเองอย่างงี้กินได้เหรอวะ”

“พี่ไผ่สอน กูช่วย จะได้เสร็จเร็วๆให้พวกมึงกินไงครับ หรือมึงไม่กิน” อิชย์ที่ยืนยิ้มอยู่หันมาทำตาขวางใส่ร่างสูงที่เดินเข้ามาทันที

“ตั้งแต่โดนพี่ไผ่ลากไป กลับมามึงอารมณ์ดีเลยนะครับน้องเม็ดโฟม พี่ไผ่ให้แดกเพ็ดดีกรีแล้วหายบ้าเหรอ” คนที่ยืนอยู่อีกด้านของเตาแซวเสียงดัง

“พ่อมึงครับไอ้ถัง ไม่ต้องแดก ไปหาที่เตาอื่นไป” เขาสวนกลับพร้อมทั้งแยกเขี้ยวใส่ให้

“เด็กๆไปพักกันเถอะ เดี๋ยวพี่ทำให้เอง เร็วกว่า” คิรากรรีบอาสาพร้อมก้าวไปที่ข้างเตาย่างทันที

“สกิลเมียกำเริบเหรอ ไปนั่งกับอาลัวไป เดี๋ยวผมย่างให้”

“ไม่เอา พี่อยากทำให้ นะ” นะสุดท้ายคนอายุมากกว่าลากหางเสียงให้ยาวพร้อมทั้งรอยยิ้มกว้าง

“ใครย่างก็เอาค่า น้องลัคกี้หิวจนจะกินหัวนังน้องแจ๊สได้แล้ว” ลัคกี้ที่มาในชุดธีมเสื้อขนประหนึ่งอยู่เกาหลีเดินมาหน้าเตาแล้วเบะปาก “อี๊ น้องโฟมคะ มึงย่างเนื้อหรือถ่านคะ กระเทยแดกบาร์บีคิวค่ะไม่ใช่แดกก้อนมะเร็ง”

“ก็กูเพิ่งหัดทำครับ”

“เห็นไหม ให้พี่ทำให้นะ” คิรากรไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มขยับดันน้องลัคกี้ออกไปพร้อมทั้งดึงอิชย์ออกมายืนข้างๆ

“ไผ่...” คนอายุมากกว่าแบมือออก เป็นสัญญาณให้ส่งที่คีบมาให้ มืออีกข้างดันแว่นขึ้นคาดไว้บนศีรษะก่อนจะรับเอาที่คีบมา

“จินจะถือจานให้ไหม”

“เออ” คนตอบพูดเสียงห้วน จิณณ์ยืนถือจานเปลรอรับเนื้อที่อีกฝ่ายกำลังพลิก ดูจากท่าทางแล้ว อนาคตของเพื่อนสัตว์โลกที่อุทิศตัวเป็นอาหาร ดูจะคุ้มค่ามากกว่าเวลาที่อิชย์เป็นคนทำ

“มือโปรก็ไม่บอก อยู่ที่นู่นย่างบ่อยอ่ะดิ”

“อื้ม เวลามีปาร์ตี้ พี่จะย่างน่ะ ปล่อยให้พ่อไม่ก็อันไปรับแขก” คิรากรตอบพลางคีบเนื้อไก่ที่สุกแล้ววางลงบนจานก่อนจะหยิบชิ้นใหม่มาวางแทน

“พี่ดูรักคนชื่ออันมากเลยเนอะ...ถามตรงๆเหอะ ไม่เกลียดเขาบ้างเหรอที่ทำแบบนี้กับพี่”

“ก็ เรียกว่าเสียใจดีกว่า ไม่ได้เกลียดหรอก” เขาหันมายิ้มให้ ก่อนจะหยิบเนื้อที่เสียบไม้ทั้งหมดใส่จานให้

“แล้วถ้าเขามาง้อ จะยอมคืนดีไหม” ถามออกไป...โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองรอฟังคำตอบแค่ไหน

“ก็...ถ้าอันหย่าจริงๆ พี่คงยอม” คนอายุมากกว่าหยิบเนื้อใหม่ลงวางบนเตา

นัยน์ตาสีดำเข้มมองน้ำมันที่ฉาบผิวเนื้อหยดลงบนถ่านแดงร้อนโดยไม่พูดอะไรต่อ จิณณ์ได้แต่คิดถึงใครอีกคนที่ถูกรักทั้งที่เป็นคนทำร้ายทุกอย่าง ถูกรัก...โดยไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกับแม่เขาที่เคยรักพ่อแบบนี้หมดทั้งหัวใจ

แต่ก็ไม่ได้อะไรตอบแทน...

“ชาตินี้จะมีใครรักผมแบบนี้ไหมเนี่ย” คำพูดติดตลก แต่คนพูดรู้...ว่ามันฝืดเฝื่อนเหลือเกิน

“ทำไมจะไม่มีล่ะ เดี๋ยวจินก็ได้เจอ” คิรากรพลิกเนื้อทีละชิ้น “บอกแล้ว มาติดอยู่กับพี่ เดี๋ยวก็ไม่มีใครสนใจ”

“จีบพี่คีย์ดีกว่า” จิณณ์ปรับรอยยิ้มที่แปร่งปร่าให้กลายเป็นยิ้มสดใส... “จีบนะ?”

มือของเขาหยุดค้างไปก่อนจะมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ “...อะไรนั่น”

“ตกใจอ่ะดิ” คนที่ถือจานอยู่ยิ้มขำกับท่าทางเหวอๆ “ซ้อมไว้ไง เผื่ออยากจีบเมื่อไหร่จะได้พูดคล่องๆ”

“ไม่ต้องมาแกล้งพี่เลย...” คิรากรทำเสียงขุ่นพลางคีบเนื้อที่เริ่มสุกแล้วใส่จานอย่างรีบร้อน “เอาไปให้คนอื่นเลย”

“โกรธหรือเขินเนี่ย ยังไม่ได้จีบซะหน่อย...หรือจะให้จีบเลย”

“ทั้งสองนั่นแหละ ไม่เคยคบผู้ชายไม่ต้องเลย” คนอายุมากกว่าไม่พูดเปล่า เขารีบยกมือขึ้นปัดๆให้อีกฝ่ายยกจานไปให้คนอื่นที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะ

“พี่คีย์คร้าบบบ มานั่งกินก่อนก็ได้ เดี๋ยวให้ไอ้จินมันทำต่อ” รฐกรที่นั่งล้อมวงอยู่กวักมือเรียก “แจ๊ส มึงไปช่วยไป”

“ไม่เป็นไร พี่ทำให้เสร็จก่อนแล้วเดี๋ยวตามไป เด็กๆกินก่อนเลย”

“ต๊ายยย น่ารวั๊กที่สุดค่ะ อยากได้กระเทยไปช่วยย่างๆปิ้งๆไหมคะพี่คีย์ขา”

“น้องลัคกี้ทานเลยครับ ตามสบาย พี่ทำคนเดียวสะดวกกว่า ขอบคุณนะครับ” คิรากรส่งยิ้มกว้างให้

“แมนม๊ากกกกกกก คุณผู้ชายดูไว้นะคะ ดีไม่ได้ครึ่งของพี่คีย์สุดเลิฟของน้องกี้เลยสักคน อิถัง มึงอย่าแดกเนื้อในจานกูค่ะ อิถังงงงงงง” คนที่ยืนชมอยู่วิ่งถลาเข้าไปตบตีอีกคนที่คีบเนื้อออกมาใส่จานตัวเอง ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดไม่คิดชีวิต

จิณณ์ที่ยืนมองอยู่หัวเราะลั่น แล้วก้มลงกระซิบข้างหู “อยากเปลี่ยนแนวเป็นน้องกี้ไหมครับ พี่คีย์สุดแมน แมนมากกกก แมนพันธุ์แฮมสเตอร์”

คนถูกเรียกเป็นหนูแฮมสเตอร์ถึงกับขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งใส่ “ไม่ต้องมาล้อเลียนพี่เลย ไปกินไป...”

“ไอ้จินคะ มึงกระหนุงกระหนิงกับพี่คีย์มากๆกูคิดนะคะ” จิรนันท์เอ่ยเสียงดังโดยที่สายตายังไม่ละไปจากอาหารในจานของตัวเอง

“ก็คิดไปดิ” คนพูดยิ้มเจ้าเล่ห์ยักคิ้วให้อย่างท้าทาย

“กรี๊ดดดดด ไม่นะคะพี่คีย์ขา พี่จินขา อย่าทำอย่างงี้ คนหล่อ นิสัยดี อย่ากินกันเอง กูเสียใจ พี่คีย์มากินน้องกี้ดีกว่าค่ะ แซ่บเวอร์นะ”

คิรากรได้แต่ยิ้มแห้งๆให้ “ไม่ได้กินกันเองครับน้องลัคกี้...” ปากพูดไปอย่างนั้น แต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าหลังจากที่อีกฝ่ายยอมโอบเขาไว้ในอ้อมกอดตอนที่นอนด้วยกันนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงตัวเองที่เปลี่ยนไป— คิดไปเองว่าอีกฝ่ายมีบรรยากาศรอบๆตัวบางอย่างที่ชวนให้คิดถึงอนล ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นการคิดไปเองฝ่ายเดียวล้วนๆ แต่บางที การกระทำของจิณณ์ก็ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้บ้างไม่ต่างกัน

“ใช่ไหมจิน” เขารีบหันไปให้อีกคนช่วยแก้ข่าว

“ตอนนี้ยัง แต่อนาคตไม่แน่” พูดจบเสียงเป่าปากแซวก็ดังขึ้น ถ้ามองไม่ผิด เขาแอบเห็นนัยน์ตาของแฮมสเตอร์ตวัดค้อนออกมาอีกด้วย

“ค่อยย่าง ไปกินได้แล้ว โฟม มึงมาย่างต่อเร็ว”

“จะเสร็จแล้ว กินไปก่อนเลย” คิรากรไม่ยอมเชื่อฟังง่ายๆ เขารีบกวาดเนื้อจานสุดท้ายในถาดวางบนเตาก่อนจะเริ่มย่าง

“เดี๋ยวกินจานนี้ได้ พวกเรากินไปก่อน” ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาย่างโดยที่เสียงของอีกฝ่ายยังดังก้องอยู่ในหู

...อนาคตไม่แน่...

...งั้นเหรอ...

ทางฝั่งโต๊ะที่นั่งอยู่ ปกติแล้วจะมีคุณชายอะไรก็ได้อย่างนภัสรพีนั่งเงียบ...ยิ้ม... แต่ที่แปลกคือ คนขี้โวยอย่างอิชย์กลับนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เอาแต่เบียดกระแซะคนนั่งข้างๆ

“โฟม...หนาวเหรอ” ประธานรุ่นกระซิบถามเสียงแผ่ว

เจ้าของชื่อส่ายศีรษะเป็นคำตอบ “อยากนั่งใกล้ๆเฉยๆ”

“งั้น....” คนถามเลื่อนมือลงแอบด้านหลังแล้วดึงมืออีกฝ่ายมากุมไว้...ซ่อนเร้นจากสายตาไอ้พวกเพื่อนๆตัวกวนทั้งหลาย “ขอจับมือนะ”

“อื้ม” อิชย์อมยิ้มก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่ม แล้วค่อยหยิบไม้บาร์บีคิวมาวางบนจาน

“อ้าวๆๆๆๆๆ สองคนนั้นครับ โลกไม่ได้มีแต่มึงครับ สนใจกุกะอาลัวบ้าง จะแดกหญ้าแทนเนื้อแล้ว”

“อะไรของมึงวะถัง เนื้อก็มีเยอะ แดกๆเข้าไปดิวะ” คนตัวเล็กโวยกลับบ้าง

“ถังหึงเหรอ ที่โฟมอยู่กับพี่ไผ่” จิรนันท์ว่าขึ้นบ้างก่อนจะรีบยกโค้กขึ้นดื่มอึกใหญ่

“นั่นไง กูว่าละ ในหัวแกนี่มีแต่ไอ้พลอตนิยายวายให้ผู้ชายได้กันรึไง”