“อิ่มจัง...” คิรากรพูดขึ้นขณะเปิดประตูห้องของตัวเองออก

“อิ่มด้วย...ขี้เกียจกลับบ้าน” จิณณ์เดินไปเปิดไฟที่ผนัง ทำตัวตามสบายเหมือนบ้านตัวเอง นาฬิกาข้อมมือบอกเขาว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว....และถ้าเขาจะกลับบ้าน ก็ควรจะต้องกลับเสียที

เพียงแต่...จิณณ์ไม่นึกอยากกลับสักนิด

“นอนด้วยได้ป่ะ”

“ก็... ได้...” เขาเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ “เดี๋ยวพ่อกับแม่เป็นห่วงนะ”

“เขาไม่เป็นห่วงหรอก ผมไม่กลับสองสามวันยังไม่รู้เลยมั้ง” ถึงการพูดจะดูเหมือนไม่ใส่ใจ...แต่น้ำเสียงกลับเจือความน้อยใจเอาไว้นิดๆ

“อ้าว ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ พ่อกับแม่ที่ไหนจะไม่ห่วง ขนาดพี่ไปค้างบ้านอันคืนเดียวตอนแรกๆ พ่อพี่ยังโทรตามแทบตาย”

“ก็เพราะพวกเขาไม่ต้องการผมไง”

“ใครจะไม่ต้องการ... คิดมากน่า” เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะคนที่สูงกว่าหมายจะปลอบให้ไม่คิดมาก

จิณณ์นั่งลงที่โซฟามุมห้อง เขาลังเลที่จะพูดถึงเรื่องครอบครัว นอกจากกลุ่มเพื่อนที่สนิทแล้ว เขาก็ไม่เคยบอกใครถึงเรื่องที่บ้าน...กระทั่งผู้หญิงที่เคยคบกันก็ไม่เคย

“พี่คีย์...มานี่หน่อยดิ” คนที่นั่งอยู่ตรงโซฟากวักมือเรียก

“หือ...” เจ้าของชื่อเลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจ แต่ขาก็ก้าวไปหาก่อนจะนั่งลงข้างๆบนโซฟาตัวยาวที่ชอบนอนเล่น

“คืนนี้นอนด้วยนะ...ไม่อยากกลับบ้าน”

“เอางั้นเหรอ...ได้สิ...” คิรากรตอบก่อนจะยกมือมาลูบศีรษะของจิณณ์อีกครั้ง “ไม่เป็นไรแน่นะ”

คนตัวสูงกว่าเบียดตัวเข้าหา...บางที แค่ไออุ่นจางๆจากคนข้างตัวในยามที่คิดมาก ก็พอจะบรรเทาความรู้สึกบางอย่างได้

“แม่ผม...กำลังมีน้อง.....” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วๆ

“แล้ว...ไม่ดีเหรอ”

“น้อง....ลูกของผู้ชายคนใหม่ของแม่” พอหลุดไปได้หนึ่งคำ ความในใจก็พร่างพรูออกมา “ผมรู้ดีว่าไอ้การโดดเรียน มาสาย ไม่เข้าเรียน มันเหมือนการประชดแบบเด็กๆ แต่ตั้งแต่แม่มีเขากับน้อง ผมเหมือนคนไม่เหลือใคร มีตัวคนเดียวบนโลก....พี่คีย์รู้มั้ย ว่าคาบแรกที่ผมโดด เป็นคาบหลังจากที่แม่โทรศัพท์มาบอกว่ากำลังคบอยู่กับเพื่อนที่ทำงาน ผมไม่รู้จะทำยังไง ผมเลยโดดเดรียนคาบวิชาตอนม.ปลายไปร้องไห้ในห้องน้ำ แต่เจอไอ้ครูเวรหาว่าโดดมาดูดบุหรี่”

จิณณ์ทิ้งศีรษะลงบนโซฟาแล้วค่อยๆเอนเข้าไปหาคิรากรที่อยู่ชิดกัน

“จินไม่ชอบเพื่อนของแม่เหรอ...เขาเป็นคนไม่ดีใช่ไหม” เขาปล่อยให้อีกคนเอนกายเข้ามาพิงโดยไม่ขยับหนี สายตาที่มองอีกคนอ่อนโยนขึ้นกว่าที่เคย

จิณณ์ถอนหายใจเบาๆแล้วเอื้อมมือไปกอดเอวไว้เหมือนเด็กเล็กๆที่ต้องการความอบอุ่น

“ไม่หรอก เขาเป็นคนดี...เวลาผมโดนเรียกผู้ปกครอง เขาก็มากับแม่....แต่ผมไม่สนิทกับเขา ไม่รู้จะคุยอะไรไม่อยากคุย ไม่อยากรับรู้” ชายหนุ่มตัวโตที่กอดคิรากรอยู่พูดพึมพำ “ปัญหามันอยู่ที่ผม ไม่ใช่ที่เขาหรอก”

“ถ้าอยู่ด้วยบ่อยๆ เดี๋ยวก็สนิทได้ จินยังสนิทกับพี่เลย แป๊บเดียวเอง”

จิณณ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วปรับสีหน้า ทิ้งหัวลงบนตักของชายหนุ่มรุ่นพี่ นัยน์ตาสีเข้มมองโครงหน้าได้รูปแล้วใช้ปลายนิ้วลากแผ่วๆ...จิณณ์แน่ใจว่าเขาไม่ได้รักคิรากร หรือมีความรู้สึกว่าชอบในเชิงนั้นแม้แต่น้อย แต่เพราะอยู่ด้วยแล้วสบายใจ..สงบใจได้ จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่รำคาญจนหนีไปหาที่อื่น

“ก็พี่คีย์เป็นแว่นแฮม...เป็นฮิวแมนเธอราพี”

เขายิ้มจางๆให้กับจิณณ์ ก่อนจะขยับมือมาลูบศีรษะที่ตัดผมจนสั้นเกรียนเบาๆ “แว่นแฮมเลยนะ แล้วเธอราพีอะไร พี่ก็เป็นแบบนี้”

“อยู่ด้วยแล้วสบายใจไง ชมนะเนี่ย....แถมยังหอมแอปเปิ้ล”

“ชอบแอปเปิ้ลเหรอ แบ่งโลชั่นพี่ไปใช้สิ” คิรากรยกมือตัวเองขึ้นมาดมแล้วหัวเราะออกมา

“ไม่อ่ะ ขี้เกียจทา อยู่กับพี่คีย์หอมกว่า”

“ก็เกินไป เดี๋ยวพี่ทาให้” เขาลูบศีรษะของจิณณ์อีกครั้ง

“ลูบหัวเป็นเด็กๆอยู่ได้”

“อ้าว โทษที” คิรากรยกมือออกมา “ไม่ลูบแล้ว...”

จิณณ์ฉวยข้อมือเรียวเอาไว้ แล้วยิ้มจางๆให้ “...ลูบก็ได้ แต่อย่าทำว่าผมเหมือนเด็ก”

“ก็เด็กกว่าพี่นี่...” คนอายุมากกว่าหัวเราะเบาๆให้กับเด็กตัวโต “ไปอาบน้ำไป...จะได้รู้สึกดีขึ้น”

คนที่นอนหนุนตักอยู่ยอมลุกไปแต่โดยดี เขาคว้าผ้าขนหนูที่วางพับอยู่พาดไหล่เดินเข้าห้องน้ำ ก่อนจะชะโงกออกมานิดๆ “พี่คีย์....ขอบคุณนะ”

เจ้าของชื่อยิ้มกว้างให้ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีของเจ้าตัว “ไม่เป็นไร ได้เสมอ”

 

 

ช่วงเวลาที่ใช้สายน้ำดับความร้อนใจผ่านไปอย่างเชื่องช้า จิณณ์ปล่อยให้ฝักบัวปล่อยน้ำไหลผ่านร่างกายพร้อมกับหลับตาลง กลิ่นของคิรากรอบอวลอยู่ในห้องน้ำจนเหมือนกับเจ้าตัวมายืนอยู่ด้วย คนอาบยิ้มนิดๆภายใต้ฝักบัวแล้วสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป

...บ้าเอ๊ย...

จิณณ์คว้าผ้าเช็ดตัวมาเช็ดแรงๆ ก่อนจะสวมเสื้อตัวเก่าเพราะไม่ได้เตรียมของมา เขาก้าวออกจากห้องน้ำแล้วเดินดุ่มๆไปยังอีกคนที่นั่งหันหลังให้ที่โซฟาตัวนุ่ม ใบหน้าแว่นแฮมจ้องทีวีใจจดใจจ่อจนเหมือนไม่สนใจใครบางคนที่ยืนอยู่สักนิด

“ดูอะไร...” จิณณ์ก้มตัวลงใกล้แล้วพูดข้างหู

คนที่นั่งอยู่สะดุ้งพร้อมกับมือที่ยกมาปิดหูด้วยความรวดเร็ว “ก็หนังที่ติดอยู่... ทำไมใส่เสื้อตัวเก่าล่ะ”

“ไม่ได้เอาของมา จะให้แก้ผ้านอนเหรอ” จิณณ์ยิ้มขำกับอาการตลกๆของคนตรงหน้า แล้วค่อยๆหย่อนตัวนั่งลงด้วยกัน

“งั้นออกไปซื้อกัน หรือจะใส่ของพี่ก็ได้นี่”

“คงใส่ได้มั้ง ตัวเท่านี้ผมใส่ก็ปริพอดี...ไม่เป็นไรหรอก ไม่อาบน้ำสามวันตอนไปออกค่ายกะไอ้ถังยังทำมาแล้วเลย”

“ไม่เอา เดี๋ยวพี่ออกไปซื้อให้” คิรากรยืนกราน คนอายุมากกว่าลุกขึ้น

จิณณ์บิดขี้เกียจแล้วคว้ากุญแจมาถือ “ไปก็ไป จะได้ซื้ออย่างอื่นมาฝากไว้ด้วย”

“อื้ม”

 

 

คิรากรเดินเข็นรถไปข้างหน้า โดยที่สายตาไล่มองไปตามป้ายของแต่ละส่วน “เสื้อผ้าผู้ชายอยู่ตรงไหนล่ะเนี่ย”

“ข้างหน้าโน่นไง” จิณณ์จับรถเข็นเข็นไปข้างหน้าแล้วไปหยุดยืนเลือกเสื้อยืดสีเข้ม

“ไหน พี่ช่วย” คนตัวเล็กกว่ารีบก้าวตามมา เขาเลือกเสื้อยืดสองสามตัวมาพาดไว้บนแขนของตัวเองก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่อีกคน

“นี่เป็นไง” เขาคลี่เสื้อยืดออกมาทาบไปกับไหล่กว้างแล้วถอยตัวออกมาสุดแขนเพื่อดูว่าเข้ากันไหม

“ก็โอเคล่ะมั้ง” จิณณ์พูดเรียบๆพลางจ้องหน้าคนที่ตั้งอกตั้งใจทาบเสื้อบนตัวเขา “นอกจากเหมือนเมีย...ยังเหมือนแม่ด้วย พี่คีย์นี่สุดยอดเลยว่ะ”

คิรากรขมวดคิ้วก่อนจะหยิบอีกตัวทาบบ้าง “ตัวนี้ล่ะ” ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยินคำพูดชื่นชม แต่เป็นเพราะเขาทำไปด้วยความเคยชินกับการอยู่ร่วมกับใครอีกคน ตอนที่อนลชวนไปอยู่ด้วยกัน เขาก็ออกมาซื้อของด้วยกันแบบนี้

“ชอบไหม”

“ไม่ชอบสีอ่อนๆ เอาสีเข้มได้ป่ะ”

“เหรอ ใส่สีอ่อนพี่ว่าดีออก จะได้ดูสดใส พี่จะได้ยืมใส่ด้วย” คนที่จับเสื้อค้างไว้ยิ้มกว้างให้

จิณณ์มองแววตาที่สบกันแล้วก็ได้แต่พยักหน้า ตามใจไปทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบอะไรนัก

หลังจากเลือกเสื้อผ้าเสร็จ ชายหนุ่มก็เลือกซื้อของใช้ส่วนตัวแล้วก็เข็นรถไปดูมุมของแห้ง จิณณ์มองอาหารสำเร็จรูปในตู้แช่แล้วทำท่าจะหยิบ “พี่คีย์เอาอะไร จะได้เก็บไว้เวฟกิน”

“ห หือ” เขาเงยหน้าขึ้นมาหา “เอาของสดเถอะ ดีต่อสุขภาพกว่า แต่ถ้าพวกไส้กรอกก็ได้นะ” ร่างบางไล่สายตาไปตามตัวเลือกที่มีมากมายจนชวนให้ปวดหัว

“อันอยากกินอะไรล่ะ” ไม่ถามเปล่า บนใบหน้ายังปรากฏรอยยิ้มหวาน

ชื่อที่หลุดออกมาทำให้คนยืนข้างๆนิ่งไปนิด จิณณ์คลี่ยิ้มอ่อนโยนที่นานๆจะเห็นสักทีแล้วตอบไปด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่คีย์....ผมไม่ใช่อันนะ”

สิ่งที่รู้สึกตอนนี้....ไม่รู้ว่าทำไมจิณณ์ถึงได้สงสารคนตรงหน้าเหลือเกิน...คิรากรเป็นเหมือนแม่ของเขาในตอนก่อนจะมีคนรักใหม่ จะทำอะไร...จะอยู่ที่ไหนก็คิดถึงแต่พ่อ จิณณ์ในตอนเด็กคิดเอาไว้ว่าเขาจะไม่เป็นคนยึดติดกับอะไร

เพราะรู้...ว่ายึดไปก็มีแต่ตัวเองเจ็บ

“รักเขาแล้วหนีมาทำไม ทำไมไม่แย่งล่ะ”

“ขอโทษ” เขาทำได้เพียงส่งยิ้มให้จางๆ “บอกแล้วไง พี่รอเขาอยู่ปีนึง แต่เขาบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้ผิดอะไร ทำอะไรไม่ได้” คิรากรถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วเงยหน้าถามคนอายุน้อยกว่าอีกที

“จินอยากกินอะไรล่ะ”

“เอาพวกสปาแช่ไว้ก็ได้ ผมเอาซอสไก่นะ”

“โอเค ไว้พี่จะทำให้กินแบบไม่แช่นะ” เขาเปิดตู้แช่แล้วหยิบเอาสปาเก็ตตีออกมาส่งให้อีกคนทีละแพค

จิณณ์เดินตามคนที่เข็นรถเข็นอยู่ แม้ท่าทางแสร้งปกติของคิรากรจะเก็บอาการได้ค่อนข้างดี แต่บางครั้ง...ความวูบไหวในแววตากลับบอกว่าคนตรงหน้าไม่ได้เข้มแข็งเหมือนที่เจ้าตัวพยายามทำเลย

“พี่คีย์...ไหวมั้ย”

“หือ ไหวอะไร”

“เรื่อง....แฟนเก่าพี่ มีอะไรคุยกับผมก็ได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว”

คิรากรเพียงส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “มันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก พี่รักเขามาก แต่ที่เขาให้พี่มันไม่พอ...จะว่ายังไงดี” เขาก้มหน้าลงราวกับกำลังใช้ความคิด

“ถ้าไม่ได้ทั้งหมด...พี่ก็ไม่เอา”

จิณณ์ยิ้มรับกับคำพูดมั่นคงของคิรากร ทั้งๆที่ในหัวใจกลับรู้สึกแปลกๆ....

...เป็นเหมือนกันสินะ....

“ผมด้วย...ถ้าไม่ได้ทั้งหมด สู้อย่ามีดีกว่า”

คนอายุมากกว่าหัวเราะออกมาเบาๆ “เป็นคน...โลภนะเนี่ย”

“พี่ก็เหมือนกันแหละวะ”

จิณณ์หัวเราะเบาๆ รถเข็นถูกเปลี่ยนมือเมื่อตอนไปถึงหน้าที่จ่ายตังค์ ของที่จะซื้อไม่ได้มาก แต่เป็นของของเขาเสียส่วนใหญ่ จิณณ์ล้วงหยิบกระเป๋าเงินออกมาในตอนที่แคชเชียร์กำลังคิดเงิน

“จิน ไม่ต้อง พี่จ่ายเอง” คิรากรที่เห็นอีกฝ่ายหยิบกระเป๋าออกมาก็รีบเข้าไปดึงแขนเอาไว้

“ของผมทั้งนั้น จะจ่ายทำไม”

“ก็มันเป็นของที่อยู่ห้องพี่ เสื้อนี่ห้ามจินเอากลับบ้าน พี่เอาไว้ที่ห้อง ให้จินยืม” เขายิ้มให้คนอายุน้อยกว่าที่ทำเสียงเข้มใส่

เถียงกูตลอด แถได้อีก....ถึงจะคิดใจในแต่สีหน้าของจิณณ์ก็แทบจะอธิบายทุกคำได้แล้ว “บ้าป่ะเนี่ย ใช้อะไรคิดวะแว่นแฮม เสื้อถือเป็นของส่วนตัว ต้องจ่ายเองดิ่”

“ไม่เอา พี่จะซ