☆[Original+Fiction] RAINBOW: -2-

posted on 23 Oct 2007 21:48 by hanachiko  in NOVELandPOEM

Title: RAINBOW
Author: hana matsumoto



















-2-

หนึ่งอาทิตย์ที่แสนสงบสุขได้ผ่านพ้นไป พร้อมกับฤดูมรสุมรายงานที่พัดผ่านเข้ามา โคกะจึงเริ่มปรับระบบตัวเองเข้าสู่โหมดตั้งใจทำรายงานให้เต็มที่

“มากิซังคะ... ช่วงที่ลูกค้าไม่เยอะจนถึงเลยเวลาปิดร้าน... หนูขอทำเนียนเป็นลูกค้าได้ไหมคะ” โคกะเอ่ยถามขึ้นในขณะที่ทั้งสองคนกำลังช่วยกันเก็บร้าน

“... ถ้าลูกค้าไม่เยอะนะจ๊ะ...  ทำไมเหรอจ๊ะโคกะจัง... มีหนังสือที่อยากอ่านเหรอจ๊ะ”

“... มันเข้าช่วงมรสุมรายงานแล้วน่ะสิคะมากิซัง” เธอทำเสียงโอดครวญก่อนจะร่ายต่อ “หนูต้องทำรายงานวิเคราะห์วรรณกรรมค่ะ หนังสือที่นี่เยอะมาก ก็เลยคิดว่าถ้านั่งทำเนียนเป็นลูกค้าเวลาที่ลูกค้าไม่เยอะ ก็คงจะดูดีกว่าพนักงานที่ร้านไปนั่งอ่านเสียเอง ใช่ไหมคะ”

“จ้ะ... เอ้า... รีบเก็บร้านกันนะ”

พอใกล้สอบ พายุรายงานจะพัดเข้าหา สาขาวิชาที่โคกะเลือกเรียนคือวรรณกรรมต่างประเทศ และนั่น เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอรักการทำงานพิเศษที่นี่ หนังสือที่ร้านนี้มีเยอะและดีพอ ทำให้โคกะไม่ต้องไปแย่งยืมกับคนอื่นหรือเสียเงินซื้อ

... แล้วการเนียนเป็นลูกค้าของโคกะเพื่อผ่านพ้นมรสุมก็เริ่มต้นขึ้น...

กองหนังสือและกระดาษใช้แล้วกับปากกาหลากสีกองรวมอยู่บนโต๊ะในมุมหนึ่งของร้าน การที่ต้องวิเคราะห์เนื้อหาในหนังสือว่าสามารถใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ได้มากแค่ไหน ทำให้ต้องอ่านทั้งหนังสือที่เป็นวรรณกรรม และหนังสือประวัติศาสตร์

... ให้พูดถึงทุกประเด็นที่ทำได้...

... ทำจนหัวแตกแน่ๆ...

... คอยดูนะ...

... ทำเสร็จเมื่อไหร่ จะดูละครของโคจิที่อัดไว้ให้สะใจไปเลย...

... ท่องไว้! เพื่อละคร!...

“โคกะจัง... เก็บร้านได้แล้วจ้ะ”

“หนูขออยู่ต่อก่อนนะคะ... แล้วหนูจะเก็บร้านให้ค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ

“อย่าทำจนดึกมากนะจ๊ะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ ยิ่งสาวๆแบบเราแล้วเนี่ย... จริงๆแล้วถ้าโคกะจังจะยืมหนังสือกลับไปที่บ้านก็ได้นี่จ๊ะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก”

“ไม่ดีหรอกค่ะ มันผิดกฎ แถมถ้ากลับบ้านหนูคงไม่ได้ทำ... เอาเป็นว่า ถ้าค่าไฟขึ้นเท่าไหร่ ยังไง หักจากเงินเดือนของหนูก็แล้วกันค่ะ”

เพื่อที่จะมีสมาธิทำงาน โคกะต้องอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีสิ่งเร้า หากกลับบ้าน คงไม่พ้นจบลงที่การคลานไปเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อเช็คข่าวเกี่ยวกับโคจิ ไม่ก็รอดูละครที่โคจิเล่น ดังนั้น การทำงานในร้านที่มีบรรยากาศเงียบสงบแบบนี้ ดีต่อเธอที่สุด

‘กิ๊ง กิ๊ง’

“ขอโทษนะคะ ร้านเราปิดแล้วค่ะ” โคกะเอ่ยบอกขณะที่กำลังเขียนประโยคสุดท้ายให้เสร็จ

“แต่ประตูร้านยังไม่ได้ปิด แล้วก็ยังมีลูกค้าอยู่ในร้านไม่ใช่เหรอครับ”

หญิงสาวหันขวับมาด้วยความรวดเร็ว นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง

“ม... มิซากิ โคจิ!!” ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการทักทายก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม

“สวัสดีครับ โนงุสะ โคกะซัง”

... นายจะโผล่มาทำไม????...

“คืนนี้ผมไม่มีงานครับ” โคจิรีบพูดดักคนที่กำลังจะอ้าปากถาม (คำถามเดิมที่ถามไว้ครั้งสุดท้าย) ราวกับรู้ทัน “ผมกำลังกลับบ้าน พอดีเห็นไฟร้านยังเปิดอยู่ก็เลยแวะเข้ามาดู... แล้วก็เลยเจอกับแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของผมพอดีครับ” ชายหนุ่มร่างสูงค่อยเดินเข้าหาโคกะ ผู้ทำท่ากำลังจะปีนเก้าอี้หนี

“ใคร... ใครเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่ง... ของนาย... หา” ถึงคำพูดที่ใช้จะฟังดูอวดเก่ง แต่น้ำเสียงที่สั่นไหวกับการเว้นประโยคที่ตะกุกตะกัก ให้เป็นเด็กอนุบาลก็รู้ว่าเธอกำลังโกหก

“นั่นสินะครับ ไม่อย่างนั้นป่านนี้โนงุสะ โคกะซังคงกำลังดูละครที่ผมเล่นอยู่” ใบหน้าของเขาฉายแววน้อยใจขึ้นมานิดๆ พอเห็นดังนั้น เธอก็รีบแย้งขึ้นมา

“ฉัน... อัดไว้ต่างหากล่ะ... ถ.. ถึงจะเล่นแค่บทเพื่อนพระรอง... ก็เถอะ”

“ครับ... ขอบคุณครับที่เป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของผม”

“!!!???? นี่...”

“ครับ?” เขายื่นใบหน้าเข้ามาหา ทำให้โคกะพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในเก้าอี้ และไม่สามารถลุกหนีไปได้จากการคุกคามทางสายตา (ในความคิดของเธอ) ของคนที่ยืนอยู่ตอนนี้

“... อึก” โคกะเริ่มมองไปทางซ้าย... กระจกหน้าร้าน เธอเปลี่ยนมาหันมองขวา... มีคอกกั้นระหว่างโต๊ะ ครั้นหันไปมองข้างหลัง ก็เป็นผนังร้าน

... ทางตัน!!!!...

“ตลกดีนะ... ผมเพิ่งเคยเจอคนที่วิ่งหนีไอดอลที่ตัวเองปลื้มเป็นครั้งแรกเนี่ยล่ะ” โคจิถอยออกมาเพื่อให้คนบนเก้าอี้ที่นั่งหน้าถอดสีได้มีโอกาสหายใจ

“ก็...” โคกะเงียบไป จะให้พูดได้อย่างไรว่าตัวเธอก็ยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน ดวงตากลมโตหลุบมองต่ำลง

“... ทำงานอยู่เหรอครับ” เขาเอ่ยถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นกองหนังสือและเอกสารมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะ

“อื้ม... รายงาน.. ที่มหาวิทยาลัยค่ะ...”

“เรื่องอะไรเหรอครับ” โคกะมองเขาอย่างอึ้งๆเล็กน้อยก่อนจะเริ่มตอบคำถาม

“เป็นรายงานวิชาวิเคราะห์วรรณกรรมค่ะ... ต้องเลือกวรรณกรรมทั้งหมดสามเล่ม มาเขียนวิเคราะห์แง่มุมหรือประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่สามารถนำมาใช้ศึกษาควบคู่กับวิชาประวัติศาสตร์ได้น่ะค่ะ... เฮ้อ ทำจนเครียดเลยค่ะ” มือข้างหนึ่งเอื้อมมาบีบหัวไหล่ตัวเองเบาๆเพื่อคลายกล้ามเนื้อ

“ก็พูดกับผมแบบปกติได้นี่ครับ โนงุสะ โคกะซัง”

“เอ๋?........ อ๊ะ???!!!!” โคกะเปลี่ยนมามีสีหน้าผวาอีกครั้ง และครั้งนี้ ทำให้โคจิถึงกับหัวเราะออกมาทันที

“ตลกจริงๆด้วย!”

“... อ... อะไร”

“เธอน่ะ... แสดงออกทุกอย่างออกมาชัดเจนมากเลย ผมอยากรู้ ว่าทำไมโนงุสะ โคกะซังถึงหนีผมอย่างนั้นครับ” เขาถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม โคจิไม่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เหมือนทีแรก “จะว่ารังเกียจ ก็ไม่น่าใช่... ในเมื่อส่วนใหญ่ ควรจะกรี๊ด แล้วก็ขอลายเซ็น กับถ่ายรูปคู่... ไม่ใช่เหรอครับ”

“... ก็.........” โคกะนิ่งเงียบ จะให้อธิบายเหตุผลก็หาดีๆมาตอบไม่ได้

“อ๊า--!!! ฉันก็ไม่รู้หรอก!!” มือสองข้างยกขึ้นจับหัวประหนึ่งนักออกแบบที่คิดไอเดียไม่ออก เธอหลับตาแน่น คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม รู้สึกเหมือนมีใครเอาอะไรมากวนในหัวสมอง

“...” โคจิยังคงยืนมองรอเวลาที่จะได้คำตอบ

... เอาเข้าจริงก็ไม่รู้หรอก อย่ามาคาดคั้นฉันจะได้ไหม ฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถาม ว่าไอดอลอย่างนาย มาป้วนเปี้ยนอะไรแถวนี้หา...

... จริงด้วย...

“ทำไม... ต้องถาม... ต้องมา... ที่นี่... คะ” คำถามที่โคกะเองก็ยังคิดว่าตัวเองพูดไม่รู้เรื่องหลุดออกมา

“ผมว่าง แล้วที่นี่ก็สงบดีด้วยครับ”

“... อย่างงั้นเองเหรอ”

“ผมตอบแล้วนะ... ว่าไงครับ... หนีผมทำไม”

“......” โคกะนิ่งไปอีกครั้งเมื่อพบว่าถูกต้อนเข้าอย่างจัง ในสมองเริ่มคิดอะไรไม่ออก ใจนึกโวยวายว่าพระเจ้ารังแก ซึ่งหากเป็นคนอื่นป่านนี้คงบอกขอบคุณพระเจ้ากันล้านรอบได้ เมื่อเธอลองสบตา ก็พบว่าชายหนุ่มยังคงมองนิ่ง รอคำตอบจากโคกะ

“ม.. ไม่รู้... ก็... ค... แค่.. อ๊า---!! ช่างแล้ว!! มันเป็นความผิดของมิซากิ โคจิต่างหากที่บังอาจมีรอยยิ้มที่มีสเน่ห์จนทำให้รู้สึกแปลกๆเลยแล้วมิซากิ โคจิก็ยังเอาหน้ามาเข้าใกล้ฉันทำให้ประสาทจะเสียรู้ไหมแถมยังชอบโผล่มาบ่อยๆให้ใจหายจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!!!” ใบหน้าของโคกะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม หญิงสาวหอบเล็กน้อย สองมือที่อยู่ข้างลำตัวกำแน่น

โคจิหัวเราะออกมา “โอเคครับ ถ้าเป็นแบบนั้น ผมจะมาทุกวันก็แล้วกันนะครับ โนงุสะ โคกะซังจะได้เลิกผวาผมไงครับ”

... หา???...

โคกะถึงกับทำหน้าเหวอ สิ่งที่โวยวายไปก่อนหน้านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังตัวเอง เธอมองใบหน้าของเขาแล้วก็ต้องคิดหนัก การที่บอกว่าจะมาทุกวันแปลว่าเธอต้องรับมือกับเขาซึ่งทำให้ตนเองประสาทไม่คงที่ อาการบ้าๆนี้จะหายไปจากเธอได้ไหม เมื่อไหร่ ก็ไม่มีใครบอกได้ นอกจากเธอจะลองเสี่ยงดู

... บางที...

“โคกะ!” เสียงเรียกดังขึ้นจากหน้าร้านพร้อมๆกับเสียงกระพรวน หญิงสาวหันไปมองตามเสียง

“มาซา?” บนใบหน้าของโคกะฉายแววแปลกใจเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่มาซาฮารุมาหาเธอที่ร้าน ชายหนุ่มเดินเข้ามาหา สายตามองเธออย่างเอาเรื่อง

“จะปล่อยให้ฉันหิวตายหรือไง ทำไมยังไม่กลับบ้าน ตีหนึ่งแล้วนะ!” เขาว่า

“ฉันทำงานอยู่ต่างหาก มาซาแหละ มาตามทำไม” ใบหน้าที่เหวอๆอยู่ตอนแรกมีแววไม่พอใจฉายขึ้นทันที

“ข้าวเย็นฉันล่ะ เก็บของเดี๋ยวนี้เลย กลับบ้าน!” มาซาฮารุไม่พูดเปล่า เขาเดินเข้ามาเก็บกองกระดาษให้เรียบร้อย แล้วหยิบเครื่องเขียนทั้งหมดที่เห็นบนโต๊ะใส่ถุงดินสอของเธอ

“ฉันต้องเก็บร้านให้มากิซังก่อน อะไรของมาซาเนี่ย มาถึงก็มายึกๆๆๆๆให้กลับ” ริมฝีปากบางเล็กบ่นอุบอิบอย่างไม่สบอารมณ์พลางหยิบหนังสือที่หยิบมาทั้งหมดขึ้น ก่อนจะเอาไปเรียงคืนที่ชั้นหนังสือ และก็พบว่า (จริงๆคือนึกได้) โคจิยังยืนอยู่ที่นี่ โคกะสะดุ้งจนเกือบทำหนังสือทั้งตั้งหลุดมือ เขารีบเข้ามาดันไว้

“ระวังสิครับ”

ร่างเล็กไม่ยอมดึงคืน แต่กลับเดินหน้าเรื่อยๆโดยที่ยังมีกองหนังสือขวางหน้าไว้ ทำให้โคจิต้องค่อยๆเดินถอยหลังไปเรื่อยๆทั้งที่ยังประคองหนังสือตั้งสูงไว้ โคกะค่อยๆหยิบทีละเล่มจัดเรียงตามที่ของมัน เธอไม่แม้แต่จะมองหน้าคนที่อยู่ๆก็กลายมาเป็นคนถือหนังสือทั้งตั้งไว้

จนเมื่อทุกเล่มกลับไปอยู่ในที่ของมันเรียบร้อย

“... เสร็จแล้ว! เดี๋ยวไปเอาของที่หลังร้านก่อน รออยู่นี่แหละ แล้วถือของให้ฉันด้วย!!” โคกะเดินกระแทกส้นเท้าด้วยความหงุดหงิดไปยังหลังร้าน สักพักก็ออกมาพร้อมกับกระเป๋าของเธอ

“เอ้า เอาไป!” มือยื่นกระเป๋าให้ชายหนุ่ม ขณะที่สายตามองไปรอบๆร้าน โคจิไม่อยู่แล้ว โคกะจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อย่างน้อยๆก็หมดไปหนึ่งวัน

“นี่... ผู้ชายคนนั้นมาทำอะไรที่ร้านน่ะ” มาซาฮารุโพล่งถามขึ้นขณะที่เดินเข้าตึก

“เอ๊า ก็โคจิที่บอกไง เขาก็เป็นลูกค้าที่ร้าน”

“ลูกค้าอะไรอยู่จนเลยเวลาร้านปิด”

“จะไปรู้เหรอ แต่ว่านะ ตัวจริงโคจิน่ารักกว่าที่เห็นในทีวีอีก” มือเล็กเอื้อมไปกดปุ่มลิฟท์

“เธอก็เลยดี๊ด๊า ปล่อยฉันหิวไม่สนใจสินะ”

“ฉันไม่ได้ขอให้มาซารอกินข้าวเสียหน่อย” ประตูลิฟท์เปิดออก ทั้งสองคนก้าวเข้าไป มาซาฮารุไม่ได้พูดอะไรอีกเลยจนกระทั่งทานข้าวเย็นเสร็จ

หลังจากวันนั้น โคจิก็แวะเวียนมาที่ร้านตั้งแต่สามทุ่ม และอยู่คุยด้วยบ้าง อ่านหนังสือเงียบๆบ้าง จนกระทั่งหญิงสาวกลับบ้าน โคกะยังคงไม่กล้าสบตาของเขาตรงๆ แม้ว่าจะพบเจอกันบ่อยขึ้น สิ่งที่รู้สึกได้ก็คืออาการผวาที่ดูเหมือนจะเบาลง (ในความรู้สึกของเธอ) กับการที่สามารถพูดด้วยได้ไม่เหมือนคนติดอ่างเท่าไหร่นัก

“โนงุสะ โคกะ... ชื่อเธอเขียนแบบนี้หรือเปล่า” บนกระดาษที่โคจิยื่นให้มีตัวคันจิสองตัวเรียงกันอยู่ ตัวโคะ (湖) ที่ แปลว่าทะเลสาป กับ ตัวกะ (花) ที่แปลว่าดอกไม้ มือที่จับปากกาสีแดงอยู่เอื้อมมาขีดฆ่าออก ก่อนจะเขียนตัวโคะ (小) ที่แปลว่าเล็ก กับตัวกะ (華) ที่แปลว่าดอกไม้เช่นเดียวกัน

“ไม่ได้แปลว่าดอกไม้ทะเลสาบหรอกเหรอ” โคจิเอียงคอมอง

“แปลว่าดอกไม้ดอกเล็กๆต่างหาก” โคกะชักมือกลับมาก่อนจะขีดเส้นใต้ส่วนที่สำคัญต่อ ถึงจะไม่ได้สบตา แต่เธอก็เอ่ยขึ้น “แล้วมิซากิ โคจิล่ะ”

“คันจิตัวแข็ง (固) กับเวลา (持) หมายถึงจิตใจที่เข้มแข็ง” ชายหนุ่มร่างสูงเขียนกำกับคำตอบให้ หากแต่คนถามกลับไม่คิดจะดู โคกะเพียงแค่ตอบว่าอืม ก่อนจะทำงานต่อ โคจิก็กลับไปอ่านหนังสือที่อ่านค้างอยู่ สักพัก โคกะก็ลุกขึ้น ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย แล้วนั่งลงทำงานต่อ ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นเดินบ้าง เขาหายไปจากรัศมีสายตาของเธอได้พักหนึ่ง ก็กลับมาพร้อมกับแก้วน้ำสองใบ

“... ขอบคุณ” เธอพูดแล้วเอื้อมมือมาหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นดื่ม

ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งโคกะต้องกลับบ้าน

“เสร็จแล้ว~~!!!!” ปากกาถูกโยนลงบนโต๊ะ ใบหน้าที่มีร่องรอยของความเหน็ดเหนื่อยบัดนี้มีรอยยิ้มสดใสฉาบไว้ เสียงปรบมือสามทีดังขึ้นจากด้านหน้า

“ยินดีด้วย โนงุสะ โคกะ”

หญิงสาวหันมองคนตรงหน้า โคจิตีสีหน้าเรียบเฉยทั้งๆที่ปากบอกว่ายินดีกับเธอ

... หรือคำว่ายินดีด้วยนะมันแค่ตามมารยาทกัน...

พอเธอคิดเช่นนั้น ใบหน้าของโคจิก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้น โคกะสะดุ้งทันที

“ยังมองหน้าผมตรงๆไม่ได้จริงๆด้วย” เขาหัวเราะ

“ฉันก็... ประหลาดใจตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ...” เธอว่า

... อยู่ดีๆก็เล่นยิ้มออกมาไม่ให้ตั้งตัวนี่นา...

“ความลำบากตลอดหนึ่งเดือน เห็นผลแล้ว~!” โคกะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ขณะที่กำลังมีสีหน้าชื่นชมกับผลงานของตัวเอง “อีกสองวันก็จะหมดเดือนอีกแล้วน้า~” เธอพูดลอยๆขึ้นมา ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษนัก แต่อีกคนก็ตอบกลับมา

“เดือนหน้าผมต้องเริ่มถ่ายละครเรื่องใหม่แล้วล่ะ แล้วก็มีพวกรายการวิทยุด้วย”

“อืม... เรื่องแบบไหนเหรอ”

“เรื่องของผู้หญิงคนนึง ที่ผิดหวังกับความรักไม่รู้กี่ครั้ง จนในที่สุด ก็ได้พบกับรักแท้ที่อยู่ตรงหน้ามาตลอดแต่ไม่เคยเห็น”

“... มิซากิ โคจิเล่นเป็นรักแท้เหรอ” โคกะเอ่ยถามขณะที่เริ่มหยิบหนังสือมาเรียงเพื่อเตรียมเอาไปเก็บ

“ผมเล่นเป็นหนึ่งในความรักที่ผิดหวัง” เขาเอื้อมเก็บปากกาหลากสีใส่ถุงดินสอของเธอ

“หืม ความรักที่ผิดหวัง... ไปหักอกเขา อย่างนั้นน่ะเหรอ” ร่างเล็กลุกขึ้นไปเรียงหนังสือคืน แต่ปากก็ยังไม่หยุดถาม

“ไม่เชิงหรอก... บอกเธอหมดได้ไง ต้องดูเองสิ”

“... ถ้าถูกหักอก จะรู้สึกแบบไหนนะ...” โคกะพึมพำขึ้น ในหัวนึกเปรียบเทียบกับตัวเอง การที่เลิกชอบไอดอลแต่ละคนไป จะเป็นความรู้สึกแบบเดียวกันไหม

“ไม่เคยโดนหักอกหรือไง”

“อืม..” ตอบไปทั้งๆที่ไม่หันไปมอง หากเป็นคนอื่นคงบอกว่าหญิงสาวคนนี้ไม่มีมารยาทในการพูดคุยเอาเสียเลย แต่โคจิกลับไม่ถือเรื่องนี้

“เคยหักอกใครไหมล่ะ”

“ไม่เคย...”

“แปลว่ามาซาคนนั้น ที่เป็นแฟนของโนงุสะ โคกะ เป็นรักแรกของเธอสินะ” เขารูดซิปปิดถุง แล้วเรียงกองกระดาษให้เรียบร้อย

“เปล่า... ฉันไม่ได้เป็นแฟนกับมาซา” หญิงสาวหันมาบอก “เดี๋ยวไปเอากระเป๋าก่อนนะ” เธอเดินหายไปหลังร้านเช่นเคย แล้วก็ออกมาพร้อมกับกระเป๋าสะพายใบใหญ่

“อยู่ด้วยกันไม่ใช่เหรอ” โคจิพูดต่อ เขาเดินปิดไฟตามจุดต่างๆของร้าน

“แค่พักอยู่ห้องข้างกันเฉยๆน่ะ”

“... เธอไม่มีแฟนเหรอ”

“อือ ไม่มี ฉันไม่เคยมีแฟนหรอก...” มือเอื้อมผลักประตูร้านออกไป โคจิตามมาข้างหลัง หญิงสาวส่งกุญแจให้เขา หลังจากล็อคร้านเป็นที่เรียบร้อย เธอก็รับกุญแจคืนมาแล้วเก็บใส่กระเป๋า

“ฮ้า~~~! หมดภาระเสียที” โคกะยืดแขนสองข้างออกก่อนจะบิดกายไปมาสองสามครั้ง “เพิ่งจะเที่ยงคืนกว่าๆเอง” เธอพูดหลังจากก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือ

“ไปทานอะไรกันไหม... ผมเลี้ยงเอง ฉลองที่โนงุสะ โคกะทำงานเสร็จ”

“ข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ”

“ได้...”

ทั้งสองคนนั่งข้างกันบนเก้าอี้ยาวที่อยู่ไม่ไกลจากร้านสะดวกซื้อ บนตักของทั้งคู่มีกล่องข้าวที่เพิ่งเปิดวางอยู่ เสียงคำว่า ‘ทานนะครับ/คะ’ ดังขึ้นแล้วทั้งสองคนก็เริ่มทานอาหารในกล่อง

“โนงุสะ โคกะอยู่ปีอะไรแล้ว” โคจิเริ่มถาม

“ปีสี่...”

“ไม่เคยมีแฟนเหรอ”

โคกะคีบไก่ทอดใส่ปาก แล้วจึงคีบข้าวตามไป เคี้ยวจนหมดแล้วเอ่ยตอบ

“อือ”

พอโคจิเคี้ยวข้าวหมดคำก็พูดต่อ

“แปลกดีนะ”

หญิงสาวร่างเล็กเงียบไปขณะใช้ความคิด การที่ไม่มีแฟนมันเป็นเรื่องแปลกมากขนาดนั้นเลยหรือ ในเมื่อไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาสนใจ และไม่เคยรู้สึกว่าผู้ชายคนไหนน่าสนใจ

... ก็อาจจะแปลกจริงๆก็ได้...

“มิซากิ โคจิล่ะ”

“เคยมี แต่ตอนนี้ไม่มี”

“แปลกดีนะ” เธอลองพูดเลียนแบบเขาดู แม้จะเอ่ยว่าแปลกออกไปแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น แต่กลับคิดไปว่า หากตอนนี้แม่ยังอยู่ ก็คงจะได้คำปรึกษาที่น่ารักๆแบบผู้หญิงๆจากผู้เป็นแม่แน่ๆ

... แต่แม่ก็ไม่อยู่แล้วนี่นะ...

ถ้าแม่ยังอยู่ก็คงไม่ต้องมีอาการประหลาดๆแบบนี้ หรือถึงจะมี แม่ก็จะช่วยแนะนำได้

ข้าวในกล่องหมดไปท่ามกลางความเงียบ จริงๆแล้วก็แทบไม่ได้พูดอะไรกันเท่าไหร่ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่พูดกันมีแต่เพียงเรื่องที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น ‘สวัสดี’ ‘ลาก่อน’ ‘สบายดีไหม’ ไม่ก็ ‘ขอบคุณ’ แต่ที่น่าแปลกคือไม่มีบรรยากาศที่อึดอัด

“ทำไมถึงเลิกกัน” โคกะเอ่ยถามต่อ

“นั่นสินะ”

“นั่นสินะ?”

“ไม่เคยมีใครถามแฮะ” เขาปิดฝากล่องข้าวลง

“เหรอ” โคกะเงียบไป การที่ชายหนุ่มไม่พูดอะไรต่อ อาจจะแปลว่าเธอไปถามเรื่องที่ไม่ควรถามเข้าก็ได้ โคกะปิดฝากล่องของเธอบ้าง ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้

“พอคบกันไป ผมไม่เห็นภาพอนาคตของผมกับเธอคนนั้น แล้วเราสองคนก็ ไม่ได้อยากจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา.. ขนาดนั้น” โคจิโพล่งขึ้นเรียบๆ ที่ตั้งใจว่าจะเดินเอากล่องข้าวไปทิ้งเป็นอันต้องหยุด โคกะยืนรอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อ

“เราสองคน รักกันไม่พอ ทะเลาะกันไม่กี่ครั้ง ก็ไม่มีใครอยากจะทนต่อไป”

“ก็ถูกแล้วนี่... ถ้าไม่ได้รักกันขนาดนั้น จะทนคบกันไปทำไม” โคกะดึงกล่องข้าวของเขามาวางซ้อนกับของเธอก่อนจะเดินไปทิ้งที่ถังขยะใกล้ๆนั้น

“มิซากิ โคจิไม่ผิด เพราะอย่างนั้นก็อย่าทำหน้าโทษตัวเอง... ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ผิด คนที่คบกันในขณะที่ความรู้สึกไม่ตรงกันแล้วต่างหากที่ผิด”

โคจิหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาวางลงบนศีรษะของเธอแล้วลูบเบาๆ คำว่าขอบคุณไม่จำเป็น แต่การกระทำของเขาส่งผลให้ร่างเล็กที่ยืนอยู่แข็งเกร็งขึ้นมาทันที

... อย่าเที่ยวเอามือมาลูบหัวคนอื่นตามใจชอบสิ!....

“ผมว่า... เธอน่าจะเรียกชื่อผมดีๆได้แล้วนะ... เรียกเต็มยศแบบนั้นมันฟังดูแปลกออก”

โคกะย่นคอแล้วถอยตัวออกมา การที่คนตรงหน้าชอบเปลี่ยนหัวข้อที่พูดไปเฉยๆเป็นเรื่องที่เธอพอจะรับมือได้โดยไม่รู้สึกประหลาดนัก

“มิซากิ โคจิก็เรียกฉันว่าโนงุสะ โคกะเหมือนกันไม่ใช่เหรอ” เธอว่ากลับขณะที่หันหลังออกเดินจากเก้าอี้ตัวนั้น ร่างสูงลุกตามมา

“ถ้าผมเลิก เธอจะเลิกไหมล่ะ”

“ให้เลิกปุบปับ ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันชินแล้วกับการเรียกแบบนี้” โคกะตอบพลางคิด

... เหมือนกับที่ฉันชินกับการคุยกับนายโดยไม่ต้องมองหน้า...

ทั้งสองคนกลับมายืนอยู่หน้าร้านCafé et Librairieที่บัดนี้ปิดไฟหมดแล้ว

“ไปล่ะ” โคกะเอ่ย ไม่มีการโค้ง หรือโบกมือลา

“โนงุสะ โคกะ” โคจิเรียก หญิงสาวหันมามองใบหน้าเรียบเฉยของเขา

... ตราบใดที่ไม่ยิ้ม ฉันก็ไม่ตายหรอก...

... หมายถึงในตอนนี้น่ะนะ...

“ตั้งแต่วันนี้ไป... ผมจะเรียกเธอว่า ‘จิบิกะ’ นะ” โคกะผงะไปเล็กน้อยกับรอยยิ้มที่เขามอบให้

... เดี๋ยวก็ชินได้เอง...

... กับรอยยิ้มของนาย...

“... ทำไมต้องจิบิกะ”

“ก็จิบิ แปลว่าเล็กๆไม่ใช่เหรอ โคกะก็แปลว่าดอกไม้ดอกเล็กๆ... ผมก็จะเรียกเธอว่าจิบิกะ ที่มีความหมายเหมือนกันไงล่ะ”

“แต่ฉันชื่อโคกะ” หญิงสาวแย้ง

“แต่ผมจะเรียกจิบิกะ เป็นชื่อเล่นไง” เขาว่า

“ชื่อเล่นอะไร ไม่ต้องเรียกหรอก ฉันชื่อโคกะ ถ้าอยากเรียกชื่อก็เรียกว่าโคกะสิ”

“ชื่อจิบิกะแหละดีแล้ว...” โคจิยืนกรานแล้วจึงหันหลังให้เธอ “แล้วเจอกันนะ จิบิกะ”

“ฉันชื่อโคกะ! ไม่ใช่จิบิกะ!” โคกะทำเสียงดังขึ้น แต่ร่างสูงกลับเดินจากไป พร้อมยกมือบ๋ายบายให้

“ขี้โกงที่สุดเลยมิซากิ โคจิ!! ฉัน ชื่อ โค กะ!!!” แต่ละคำถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษ และไม่เข้าไปถึงหูของโคจิอีกด้วย เพราะร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตาได้เดินหายลับไปกับความมืดเสียแล้ว

โคกะได้แต่เดินกลับบ้านด้วยอารมณ์ไม่ค่อยคงที่นัก ออกจะมึนกับการกระทำของโคจิในวันนี้ ที่คิดจะเรียกเธอด้วยชื่อแปลกๆนั่น คิดไม่ออกว่าทำไปเพื่ออะไร ตลอดเวลาที่ได้พบกัน ทำให้โคกะรู้สึกว่ากำแพงระหว่างคนธรรมดาอย่างเธอกับไอดอลแบบเขานั้นเตี้ยลงเรื่อยๆ

เรื่องที่คุยกันก่อนจะวกมาเรื่องชื่อคือเรื่องความรัก ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ตัวเธอเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ความรักแบบที่คนเรียกว่าเป็นแฟนกัน ถ้าจะมีความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นบ้างก็คงเป็นเรื่องแปลกใหม่ในชีวิตเธอ แม้มันอาจจะวุ่นวายไปนิด แต่ก็คงไม่มีอะไรน่าจะกลุ้มใจจนต้องเครียด ในเมื่อ การจะเป็นแฟนกัน ทั้งสองคนก็ต้องมีความรู้สึกที่ตรงกัน... เธอคิด

แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือการกลับไปนอนให้เต็มตาแล้วตื่นมาในวันรุ่งขึ้นอย่างสดใส เพื่อจะได้นอนดูละครของโคจิที่อัดไว้ให้สมใจอยาก

... พระรองที่เล่นจะเป็นยังไงกันนะ...

... เป็นเพื่อนแสนดีที่อกหัก...

... หรือเป็นแค่คนที่นางเอกมาหาตอนทะเลาะกับพระเอกกันนะ...

To be continue...



Free Talk>>

ไม่มีไรจะเขียน

นอกจาก เสร็จแล้ว

ลำบาก ยากแค้น รักโคจิ ผู้ชายบ้า

ฮืออออออออออออออออออ









Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ไม่เคยชินอย่างแรง........ ทำไมเราเกิดหมั่นไส้ตัวเมีย (กร๊ากกกก)

แต่ก็แอบขำหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน ฮ่า ๆๆๆ อีพระเอกนี่มันพระเอ๊กกกกก พระเอกกกกกกกกก

หมั่นไส้!!!

#1 By KeeChan on 2007-10-23 22:43

อ่านแล้วขำ..... 5555555

#2 By 【 Shin_kt 】 on 2007-10-23 22:59

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า....ยัยโคกะเนี่ย ยังไงก็ฮานะชัดๆ
เพราะงั้นโคจินี่บี๊ใช่ม่ะ (แป่ว~ ไม่เกี่ยวแบบชัดเจน) เหอเหอ

ที่ร้ากกกกกก ถ้าเค้าไปหาแบบเสื้อยืดกางเกงเลจะรับเค้าได้มั้ย เอิ้กๆquestion

#3 By . : : ZePhyRuS : : . on 2007-10-23 23:01

ขำคอมเมนท์พี่กีข้างบน 555

/me กอด คิดถึงเหมือนกันค่ะ ~~~

ไว้เจอกันในงานซักงานนะคะ

เดี๋ยวนี้แต่งฟิคออริด้วยหรอคะเนี่ย ~

#4 By [||RUKA||] on 2007-10-23 23:05

อืมม สนุกดี เหมือนโคจิชอบโคกะไปแล้วเต็มๆ

มาซาแม่งตัวร้าย !

#5 By :nakare: on 2007-10-24 09:21

เห็นด้วยว่าเป็นผู้ชายที่น่าหลงใหล วิธีจีบสาวก็แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร 55555 เอาเถอะ ผู้หญิงที่จีบก็ใช่ว่าจะเป็นพวกปกตินี่เนอะ...

ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า แต่รู้สึกว่าโคกะตอนนี้น่ารักขึ้นจมเลยอ่ะ ไม่ใช่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนนะ แต่อาจเพราะเริ่มเปิดเผยหลายๆ มุมของเธอมากขึ้น ก็เลยรู้สึกถึงความน่ารักมากขึ้นล่ะมั้ง ตอนแรกก็อาจจะน่ารักแต่ไม่ใช่สเปค รึตอนนี้คงน่ารักเพราะเริ่มเป็นสเปคขึ้นมาหว่า? - -" แต่น่ารักจริงๆ นะ คงเพราะเป็นอารมณ์ที่ว่า ให้ตายยังไงก็ทำแบบโคกะไม่ได้แน่ๆ (พูดอะไรอย่างที่คิด ทำอย่างที่คิด จะซื่อสัตย์ไปไหนคะคุณน้อง) อ่านไปเริ่มรู้สึกว่าถึงเธอจะกรี๊ด จะตกใจเวลาเจอโคจิประหนึ่งว่าโลกแตก แต่ก็เพราะเธอคิดยังงั้น เธอก็แสดงออกไปยังงั้น ไม่ใช่เพราะเธอคิดว่าทำแล้วโคจิจะสนใจ เธอถึงได้ทำ เลยรู้สึกว่ามันดูจริงใจแล้วก็น่ารักในแบบของโคกะเองน่ะ เพิ่งรู้ว่าความน่ารักมันอัพกันได้ด้วยแฮะ 55555 นี่สรุปว่าเราหลงเสน่ห์โคกะไปแล้วเหรอเนี่ยยยยยยยยยยย -*-

ส่วนมาซาก็...ถึงจะเงียบๆ ไม่ค่อยมีบท แต่ออกไม่กี่ฉากของเขาก็ทำให้เดาออกง่ายดี ว่าหลงรักโคกะชัวร์ๆ (ถ้าไม่ใช่จะทำไง ดันฟันธงไปแล้ว....) เอาเหอะ ไม่ใช่ค่อยแก้ตัวทีหลัง 555555 เอาเป็นว่าแสดงถึงความห่วงใย (ปนน้อยใจ) ที่โคกะไม่ใส่ใจอะไรเล้ย โธ่ คนเค้าอุตส่าห์รอกินข้าว จะเห็นใจสักนิดก็ไม่มี แต่ก็นั่นแหละ เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนจริงๆนี่นาถึงได้แสดงท่าทางออกไปแบบนั้น บางคนอาจจะคิดว่าหน้าไว้หลังหลอกนะนี่ กับคนหนึ่งอีกอย่าง กับอีกคนอีกอย่าง แต่เพราะแต่ละคนให้ความรู้สึกต่างกัน เราถึงได้แสดงออกมาต่างกัน ไม่ใช่เพราะสองหน้าหรอก แบบนี้น่ะ จริงใจที่สุดแระ (แล้วก็ชมโคกะอีกจนได้ เป็นไรมากมั๊ยนี่ = =)

เห็น "จิบิกะ" แล้วฮามาก โคจิก็ช่างตั้งนะ ตอนนั้นพี่โทรมาถามเราใช่มั๊ย นึกว่าอะไร 555555 มันฮาจริงๆ เพราะจิบิตัวแรกเป็นฮิรางานะ แต่ตัวหลังดันต้องเป็นคันจิ เหมือนเป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่ง อารมณ์ประมาณนั้นเลย แปลกๆ แต่น่ารักนะ ตั้งชื่อเล่นให้นี่ กะไว้เรียกส่วนตัวกันเลยทีเดียว 555555 ค่อยๆ รุกเข้าหา แผนสูงสมเป็นพระเอกจริงๆ หึๆๆ

เราชอบการดำเนินเรื่องนะ มันเร็วดี ไม่ได้ดูหรอกว่ากี่หน้า จริงๆ จะกี่หน้าก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเนื้อเรื่องมันเป็นยังไง เร็วไป ช้าไป หรือกำลังดี สำหรับอันนี้มันกำลังดี มีช่วงมีจังหวะของมันเองน่ะ รู้สึกว่าไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่มีส่วนเกินที่อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่มีก็ได้ บังเอิญว่าเพิ่งไปเจอฟิคที่รู้สึกอยากอ่านข้าม คือขอโทษนะ...เราเป็นพวกชอบอ่านข้ามง่ะ แบบ เคยเป็นใช่มั๊ย หนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกว่าอ่านข้ามก็ได้ เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ดันไปเจอประเภทที่ อ่านข้ามไม่ได้ แต่เหมือนถูกบังคับให้อ่านอ่ะ มันมีจริงๆ นะ เพิ่งเจอนี่แหละ ตกใจสุดๆ แต่ก็กระเสือกกระสนอ่านจนจบไปแหล่ว -*- ถามว่าเซ็งมั๊ย มันก็ไม่หรอก เรื่องก็สนุกดี ไม่งั้นจะทนอ่านทำไม แต่วิธีการดำเนินเรื่องของเค้าอ่ะ ให้ความรู้สึกว่า ตรงนี้มันข้ามได้ แต่กลับอ่านข้ามไม่ได้ เพราะเผื่อจะมีสว่นกับเนื้อเรื่องตอนหลัง ซึ่งมันก็มีจริงๆ แต่ไม่อยากอ่านอ่ะ โอ๊ย อธิบายไม่ถูก เอาเป็นว่าที่เป็นอยู่นี่ดีสุดๆ แล้ว อ่านแล้วสบายตาสบายใจ อมยิ้มได้เรื่อยตามระดับความบ้าของโคกะ 5555555

แต่งดีขึ้นเยอะจริงๆ อธิบายไม่ถูกว่าตรงไหน เอาเป็นว่าดีหมดทุกอย่าง ไปเจอคนเมนต์คนหนึ่งเค้าบอกว่า การแสดงความเคารพคนแต่งก็คือการเมนต์ ส่วนคนแต่งก็แสดงความเคารพคนอ่านด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ใส่ใจกับทุกรายละเอียด ไม่มีคำผิดมาให้เห็น โอ้ อ่านจบแล้วก็ปลื้มแทนคนเขียน เพราะเท่าที่อ่านมายังไม่เจอคำผิดของพี่เลย (ปกติก็ไม่เคยเจออ่ะนะ) เพราะฉะนั้น พี่เคารพผู้อ่านของพี่ได้ดีมากจริงๆ ^o^

#6 By なし on 2007-10-27 23:12

อ่านแล้วแฮปปี้ดีจริงๆเลยล่า น่ารักๆๆๆ น่ารักกันเกินไปแล้ว
มาซาแอบหึงโด้ย~ แอบเห็นด้วยว่า โคกะ เหมือน ฮานะcry

#7 By หมวกกันน็อค on 2007-10-29 02:44